PDPA Thailand | ผู้เชี่ยวชาญด้าน PDPA

Call Us: 02-029-0707

(Mon - Friday) 9.00 - 17.30 น.

Mail us for help:

pdpa@dbcgroup.asia

pdpathailandpdpathailandpdpathailand
pdpa
‘ข้อมูลประวัติอาชญากรรม’ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ‘นายจ้างอาจติดคุก’ เพราะแม้การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมนับเป็นหนึ่งในขั้นตอนการ ‘คัดกรอง’ ก่อนการจ้างงาน ทั้งบางธุรกิจหรือสถานประกอบการยังกำหนดเป็นมาตรฐานการควบคุมที่สำคัญและเป็นชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัยของการให้บริการที่จำเป็นต้องมีมาตรการขั้นสูงในการคัดกรอง เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานด้านการเงิน พนักงานที่ดูแลระบบสารสนเทศ แม่บ้าน ช่างซ่อมบำรุงในอาคาร พนักงานขับรถขนเงิน พนักงานขับรถสาธารณะ หรือพนักงานขับรถส่งอาหาร ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมออกมา และมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 7 เมษายน 2567 ดังนั้น การที่นายจ้างจะตรวจสอบข้อมูลประวัติอาชญากรรมของผู้สมัคร จึงต้องพิจารณาถึงประกาศฯฉบับนี้
โดยประกาศ “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ที่มิได้กระทำการควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ศ. 2566 ” เป็นกฎหมายลำดับรองว่าด้วยเรื่องของมาตรการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับอาชญากรรมตามที่ สคส. กำหนด ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการเก็บ ระยะเวลาการเก็บ ข้อยกเว้นกรณีหากจำเป็นต้องเก็บเกินเวลา และการลบทำลาย/ทำเป็นข้อมูลไม่สามารถระบุตัวตนได้

หลักเกณฑ์ในการเก็บรวบรวมและเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม

จากประกาศฯ การเก็บข้อมูลประวัติอาชญากรรมสามารถทำได้ ภายใต้วัตถุประสงค์ ดังนี้
1. การพิจารณารับบุคคลเข้าทำงาน หรือการตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามหรือพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งใด
ตัวอย่างเช่น – การรับสมัครผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งองค์กรหรือบริษัท จัดตั้งด้วยตัวเอง ซึ่งรวมไปถึงการใช้บริการ Outsource จากองค์กรหรือบริษัทที่ให้บริการด้านรักษาความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมเพื่อการพิจารณารับเข้าทำงานหรือใช้บริการได้ด้วย
2. การตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของบุคคลในการออกใบอนุญาตต่าง ๆ
ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจแทนหน่วยงานของรัฐ
ตัวอย่างเช่น – การออกใบอนุญาตขับขี่ประเภท 2 ให้กับบุคคลขับรถรับจ้างทั้งประจำทางและไม่ประจำทาง เพื่อการพิจารณาในการออกใบอนุญาตของกรมขนส่งทางบก
3. การตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของบุคคลในการอนุญาตต่าง ๆ โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ที่นอกเหนือจากข้อ (2)

 

โดยภายใต้วัตถุประสงค์ตามข้างต้นนี้ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง หรือมีฐานทางกฎหมายรองรับให้สามารถเก็บรวบรวมได้  ซึ่งต้องแจ้งผลกระทบระหว่างการให้ – ไม่ให้ความยินยอม ในขั้นตอนการขอความยินยอม และแจ้งให้ทราบว่าจะมีการตรวจประวัติอาชญากรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรก เช่น ขั้นตอนการประกาศรับสมัคร การสรรหา การรับเลือก 
เมื่อประมวลผลหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมเสร็จแล้ว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) สามารถเก็บข้อมูลนั้นต่อไปได้อีก “ไม่เกิน 6 เดือน” หากเกินระยะเวลาดังกล่าว จะต้องมีกฎหมายกำหนดเฉพาะ หรือมีฐานทางกฎหมายตาม PDPA หรือต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล แต่ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ไม่มีฐานกฎหมาย และไม่ได้ขอความยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุถึงเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้

แต่กฎหมายยังมี “ข้อยกเว้น” ในกรณีที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมนอกเหนือจากระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ตามกรณีดังนี้

1. มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้สามารถเก็บรักษาต่อไปได้
บางกรณีที่สามารถเก็บรวบข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม โดยที่ “กฎหมายกำหนด” ให้สามารถเก็บรวบรวมต่อไปได้
ตัวอย่างเช่น – มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้องค์กรจะต้องเก็บประวัติอาชญากรรมของพนักงานเป็นเวลา 10 ปีองค์กรจึงสามารถเก็บได้มากกว่า 6 เดือน
2. มีฐานทางกฎหมายอื่นซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 26
กรณีที่ไม่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้เก็บ แต่มี “ฐานทางกฎหมายตามที่ PDPA กำหนด” ให้เก็บได้มากกว่า 6 เดือน
ตัวอย่างเช่น – องค์กรจำเป็นจะต้องเก็บประวัติอาชญากรรมของพนักงานไว้ เนื่องจากมีการฟ้องร้องคดีซึ่งประวัติอาชญากรรมเป็นหลักฐานในการต่อสู้คดี องค์กรสามารถใช้ฐานตามมาตราา 26 (อนุมาตรา 4) จึงเก็บประวัติอาชญากรรมได้มากกว่า 6  เดือน
3. ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างอื่น
กรณีที่จำเป็นต้องขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จำเป็นต้องได้รับ “ความยินยอม” โดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

 

นายจ้างรู้ไว้! ขอเอกสารตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างไร ไม่ผิดกฎหมาย PDPA

โดยหลักการ ‘ประวัติอาชญากรรม’ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Data) ซึ่ง PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ระบุว่า ‘ห้าม’ ไม่ให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของบุคคลนั้นโดยไม่ได้รับ ‘ความยินยอม’ โดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ
ข้อมูลอาชญากรรม

5 สิ่งต้องระวัง! นายจ้างที่เก็บใช้ข้อมูลอาชญากรรม

ตามที่ระบุในข้างต้นว่า ข้อมูลประวัติอาชญากรรม เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว และกฎหมายอนุญาตให้ประมวลผลในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายจ้างจะต้องมีความระมัดระวัง และควรทำความเข้าใจข้อบังคับของกฎหมาย PDPA ดังนี้
1. ประวัติอาชญากรรมคืออะไร: ประวัติอาชญากรรม หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดอาญา การดำเนินคดี หรือการรับโทษทางอาญา ที่เป็นข้อมูลที่เป็นทางการหรือรับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ก็ตาม 
ดังนั้น หากนายจ้าง ‘จำเป็น’ ต้องขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จะต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบมากขึ้น เนื่องจากคำนิยามได้กำหนดขอบเขตของประวัติอาชญากรรมให้กว้างกว่าความเข้าใจทั่วไป โดยครอบคลุมขั้นตอนตั้งแต่การสืบสวนสอบสวน จนถึงการรับโทษทางอาญา และไม่จำเป็นว่าจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ 
2. แอบตรวจสอบข้อมูลประวัติอาชญากรรมนั้นผิดกฎหมาย: แม้จะอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย เพื่อความจำเป็นและเหตุผลร้อยแปดพันประการ แต่อย่างไรเสีย การที่นายจ้าง ‘แอบ’ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้สมัครงานโดยไม่มีฐานทางกฎหมายจะทำไม่ได้ โดยประกาศฉบับนี้กำหนดให้บริษัทพิจารณาว่ามีกฎหมายเฉพาะที่บังคับให้ต้องตรวจประวัติอาชญากรรมตำแหน่งนั้นหรือไม่ เช่น กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดให้นายจ้างต้องตรวจประวัติอาชญากรรมในบางตำแหน่ง แต่หากไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจ นายจ้างจะต้องขอความยินยอมจากผู้สมัครงาน
3. ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลบุคคลตามกฎหมาย: ในกรณีที่ตำแหน่งงานใดต้องมีการตรวจประวัติอาชญากรรม นายจ้างจะต้องแจ้งให้ผู้สมัครงานทราบตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาหรือประกาศรับสมัคร เพื่อให้ผู้สมัครงานได้ทราบและตัดสินใจว่าจะสมัครงานในตำแหน่งนี้หรือไม่ 
นอกจากนี้ หากตำแหน่งดังกล่าวต้องขอความยินยอมในการตรวจ นายจ้างจะต้องแจ้งผลกระทบของการไม่ให้หรือถอนความยินยอมให้แก่ผู้สมัครงานทราบในตอนที่ขอความยินยอมด้วย
4.เก็บประวัติอาชญากรรมนานเกินไปมีความเสี่ยง: ข้อมูลประวัติอาชญากรรมมีความเสี่ยงต่อการละเมิดในหลายประเด็น และอาจส่งผลร้ายทั้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น ประกาศฉบับนี้จึงกำหนดให้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่นายจ้างใช้งานเรียบร้อยแล้ว เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้เก็บได้นานกว่า หรือมีฐานทางกฎหมายอื่น หรือต้องขอความยินยอมเพื่อเก็บไว้นานกว่าระยะเวลาดังกล่าว
5.รักษาประวัติอาชญากรรมให้ปลอดภัย: นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลประวัติอาชญากรรมที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่มีต่อสิทธิเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ออกมาตามมาตรา 37 (1)

โทษสำหรับนายจ้างที่ฝ่าฝืน PDPA

กฎหมาย PDPA กำหนดโทษไว้ 3 ลักษณะ คือ
1. โทษความผิดทางแพ่ง ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามจริง และอาจจ่ายค่าเสียหายเพิ่มอีก ไม่เกิน 2 เท่าจากความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น
2. โทษอาญา คือ ปรับเงิน กับ จำคุก หรืออาจจะโดนทั้งคู่
3. โทษทางปกครอง ซึ่งเป็นการปรับเงินตามความรุนแรงของความผิดที่ได้ทำหรือไม่ทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องมีประมวลผลข้อมูลประวัติอาชญากรรม ยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาและปรับการดำเนินการให้สอดคล้องตามข้อบังคับของกฎหมาย PDPA จึงควรศึกษารายละเอียดของกฎหมายหรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น  

We understand the importance of approaching each work integrally and believe in the power of simple.

At vero eos et accusamus et iusto odio digni goikussimos ducimus qui to bonfo blanditiis praese. Ntium voluum deleniti atque.

Melbourne, Australia
(Sat - Thursday)
(10am - 05 pm)
Melbourne, Australia
(Sat - Thursday)
(10am - 05 pm)