ตลอดปี 2568 หลายองค์กรไทยเริ่มรู้สึกชัดว่า PDPA ไม่ได้เป็นแค่ “งานเอกสาร” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่กระทบทั้งองค์กร ตั้งแต่ความเชื่อมั่นของลูกค้า การตรวจประเมินจากคู่ค้า ไปจนถึงความเสี่ยงใหม่จากระบบ Cloud และ AI ที่สำคัญคือ ภาพการบังคับใช้กฎหมายเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในเชิง “บรรทัดฐาน” และ “บทเรียนราคาแพง” ทำให้ปี 2569 เป็นปีที่องค์กรควรวางระบบให้จริงจังมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ผ่านแบบครั้งคราว
PDPA ไม่ใช่งานที่ “ทำครั้งเดียวแล้วจบ” แต่เป็นระบบบริหารความเสี่ยงที่ต้องทำต่อเนื่อง
กล่าวโดยสรุปแบบรวบรัด “PDPA คือการบริหารความเสี่ยงขององค์กรผ่านมุมสิทธิและความเป็นส่วนตัวของคน” เพราะเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือการใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่าปรับ แต่คือความเสียหายด้านความเชื่อมั่น (Trust) ที่แก้ยากกว่ามาก
แนวคิดสำคัญที่องค์กรควรยึดไว้คือ “ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่ดี” จะพาไปสู่ “ความโปร่งใส (Transparency)” และสุดท้ายคือ “ความเชื่อมั่น (Trust)” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจยุคนี้
บทเรียนปี 2568: 3 สัญญาณที่บอกว่าเกมเปลี่ยนแล้ว
1) ภาครัฐก็ถูกปรับได้ – ไม่ใช่ข้อยกเว้น
หนึ่งในสัญญาณที่ทำให้หลายองค์กรสะดุ้ง คือ “หน่วยงานรัฐถูกลงโทษปรับจริง” ซึ่งสะท้อนว่า PDPA ไม่ได้อยู่แค่กับเอกชนหรือบริษัทเทคฯ เท่านั้น แต่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
2) การส่งไฟล์/ใช้ช่องทางสื่อสารที่คนคุ้นเคย อาจกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่
กรณีที่ถูกพูดถึงมากคือ กกต. ถูกสั่งปรับ 335,000 บาท จากเหตุข้อมูลผู้สมัคร สว. รั่วไหล โดยมีรายละเอียดสำคัญว่าเกิดจากการส่งไฟล์ข้อมูลผ่านแอปที่ใช้งานทั่วไปอย่าง LINE โดยไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม และยังมีประเด็นเรื่องการจัดการ/แจ้งเหตุที่ล่าช้า
บทเรียนที่องค์กรเอาไปใช้ได้ทันที: “เครื่องมือที่ใช้ง่าย” ไม่ได้แปลว่า “เหมาะกับข้อมูลอ่อนไหว/ข้อมูลเสี่ยง”
องค์กรต้องกำหนดกติกาชัดเจนว่า “ข้อมูลแบบไหนส่งได้/ส่งไม่ได้” และต้องมีมาตรการรองรับ
3) “เอกสารกระดาษ” ก็ทำให้โดนปรับได้ ไม่แพ้ระบบ IT
หลายคนเผลอคิดว่า PDPA เป็นเรื่องดิจิทัล แต่เคสจริงในไทยชี้ว่า กระบวนการทำลายเอกสารแบบกระดาษ ถ้าคุมไม่ดี อาจกลายเป็นเหตุละเมิดได้รุนแรง เช่น กรณีโรงพยาบาลเอกชนถูกปรับ 1.2 ล้านบาท เมื่อเอกสารเวชระเบียนหลุดไปอยู่ในถุงกระดาษรียูส บทเรียนสำหรับองค์กร: ถ้าจ้าง “ผู้รับจ้างทำลายเอกสาร/outsourcing” แล้วคิดว่าจบ อาจเป็นความเสี่ยงที่สุด เพราะในโลกซัพพลายเชน จุดอ่อนมักอยู่ที่ “คน/ผู้ให้บริการที่อ่อนที่สุด”
ทำไมหลายองค์กร “ทำ PDPA แล้วไม่จบ”: ปัญหาจริงที่เจอบ่อย
แปลงหลักการให้เป็นการปฏิบัติยังยาก
PDPA พูดถึงหลักการสำคัญ เช่น ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และความรับผิดชอบ (Accountability) ซึ่งในชีวิตจริงต้องแปลออกมาเป็นคำตอบที่ตรวจสอบได้ เช่น
ข้อมูลนี้ “จำเป็น” แค่ไหนต่อการให้บริการ?
ถ้าไม่เก็บ จะกระทบงานจริงหรือแค่ “เผื่อไว้ก่อน”?
ใครอนุมัติให้เก็บ/ใครรับผิดชอบถ้าเกิดปัญหา?
หลายองค์กรพลาดตรงที่ทำเป็น “เอกสารครบ” แต่ตอบคำถามเชิงบริหารความเสี่ยงไม่ได้
จุดตั้งต้นที่สำคัญคือ Risk Assessment และ DPIA
สิ่งที่ทำให้ Privacy Program แข็งแรง ไม่ใช่การเริ่มจากฟอร์มเอกสาร แต่คือ “เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงให้ถูกชนิด”
ความเสี่ยงขององค์กร: มองผลกระทบต่อธุรกิจ (ชื่อเสียง รายได้ ระบบล่ม)
ความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล: มองผลกระทบต่อ “สิทธิและเสรีภาพของคน” (ถูกหลอก ถูกเปิดเผย ถูกติดตาม ถูกเลือกปฏิบัติ ฯลฯ)
และเครื่องมือที่ใช้กับกิจกรรมเสี่ยงสูงต่อเจ้าของข้อมูล คือ DPIA (Data Protection Impact Assessment) ซึ่งช่วยให้องค์กร “คิดให้จบก่อนเริ่ม” และลดโอกาสโดนตรวจย้อนหลังเมื่อเกิดเหตุ
HR คือด่านหน้าที่หลายองค์กรยังมองข้าม
HR ไม่ได้เกี่ยวแค่ข้อมูลลูกค้า แต่เกี่ยวกับ “ข้อมูลพนักงาน” โดยตรง และยังเป็นหัวใจของการสร้าง Awareness ให้พนักงานทั้งองค์กร เพราะความเสียหายจำนวนมากมักเกิดจาก Human Error ถ้า HR ทำหน้าที่ 2 ส่วนนี้ได้จริง (ดูแลข้อมูลพนักงาน + ปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง) องค์กรจะลดความเสี่ยงได้มากแบบเห็นผล
กลยุทธ์ปี 2569: เปลี่ยน PDPA ให้เป็น “ระบบองค์กร” ไม่ใช่ “โปรเจกต์ครั้งคราว”
1) เปลี่ยนมุมมองต่อข้อมูล: จาก New Oil → Liability
ประโยคที่ควรใช้คุยกับผู้บริหารคือ “ข้อมูลที่ไม่จำเป็น คือหนี้สินในอนาคต” เพราะยิ่งเก็บมาก โอกาสรั่วไหลยิ่งมาก และต้นทุนดูแลยิ่งสูงขึ้น หลักคิดที่ใช้ได้จริงคือ Data Minimization และแนวทาง “Collect less, Protect more” คือเก็บเท่าที่จำเป็น แต่ป้องกันให้เต็มที่
สิ่งที่องค์กรควรตอบให้ได้เป็นรูปธรรมในปี 2569 คือ
เก็บไปเพื่ออะไร (Purpose)
เก็บนานแค่ไหน (Retention)
ลบ/ทำลายอย่างไรให้ปลอดภัย (Secure Disposal)




