PDPA Thailand | ผู้เชี่ยวชาญด้าน PDPA

Call Us: 02-029-0707

(Mon - Friday) 9.00 - 17.30 น.

Mail us for help:

pdpa@dbcgroup.asia

pdpathailandpdpathailandpdpathailand
ทักษะคนทำ PDPA
     ปี 2569 นับเป็นปีที่ 7 นับจากประกาศใช้ และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการบังคับใช้เต็มรูปแบบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA หลายองค์กรมักเริ่มทำ PDPA ด้วยวิธีที่ “ถูกต้องในเชิงเอกสาร” เป็นอันดับแรก คือรีบจัดทำนโยบาย, แบบฟอร์ม หรือจัดทำประกาศให้ครบตามรายการตรวจสอบ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบปัญหา เช่น มีคำถามจากลูกค้าหรือพนักงานเข้ามาแล้วตอบไม่ตรงประเด็น  พอมีเหตุหรือมีการตรวจสอบก็หา “หลักฐานการปฏิบัติ” ไม่เจอ หรือบางครั้งยิ่งทำยิ่งรู้สึกว่าการทำ PDPA กลายเป็นภาระของไม่กี่คน
แนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงคือความท้าทายของ PDPA จะยิ่งชัดขึ้น เพราะการทำงานขององค์กรต้องพึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้น ทั้ง Cloud, ระบบสมาชิก, CRM, เครื่องมือการตลาด, ผู้ให้บริการภายนอก และการทำงานแบบข้ามทีม-ข้ามสาขา ข้อมูลส่วนบุคคลจึงไหลผ่านหลายจุดมากกว่าเดิม และความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ “ตัวบทกฎหมาย” อย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทักษะการทำงาน” ที่ทำให้ PDPA กลายเป็นระบบปฏิบัติการจริงในองค์กร
PDPA Thailand ชวนอัปเดตความรู้ สู่การสร้างทักษะ (Skills) การปฏิบัติตามกฎหมาย ในปี 2569

ทักษะที่ 1 - แปล PDPA เป็นภาษากลาง พร้อมวาง Action Plan แบบทำงานได้จริง

     แน่นอนว่าผู้ดูแลด้าน PDPA ขององค์กร ต้องมีความเข้าใจตัวบทกฎหมายเป็นจุดเริ่มต้น “แต่ไม่ใช่แค่รู้แล้วจบ” เพราะในโลกขององค์กร คำถามสำคัญไม่ใช่ “มาตราไหนว่าอะไร” แต่คือ “เราต้องทำอะไรเพิ่ม” และ “ใครต้องทำ” ในหลายกรณี PDPA ถูกมองเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายเพียงฝ่ายเดียว จึงกลายเป็นงานที่อยู่ในเอกสาร ไม่ได้ฝังอยู่ในกระบวนการทำงานจริง
ทักษะแรกที่คนทำ PDPA ต้องมี คือความสามารถในการแปลงข้อกำหนดให้เป็นงานปฏิบัติที่ทีมต่าง ๆ ทำตามได้ โดยไม่ต้องตีความเองทุกครั้ง เช่น ถ้าองค์กรมีการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาด คนทำ PDPA ต้องตอบให้ชัดว่า “ต้องแจ้งอะไรกับเจ้าของข้อมูล”, “ใช้ฐานกฎหมายอะไร”, “ข้อมูลถูกส่งต่อให้ใครและเพราะอะไร”, “เก็บนานแค่ไหนและทำลายข้อมูลอย่างไร” เมื่อแปลงเป็นภาพงานที่จับต้องได้แล้ว จึงจะกำหนดเจ้าของข้อมูล (data owner) ได้
“หัวใจของทักษะนี้คือการทำให้ PDPA ไม่เป็นภาระของคนคนเดียว แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของหลายทีม โดยมีแผนงานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน”

ทักษะที่ 2 - ทำ Data Mapping และ RoPA ให้เป็น “เครื่องมือทำงาน” ไม่ใช่แค่เอกสารตามที่กฎหมายกำหนด

     PDPA ในเชิงการปฏิบัติเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญมาก “ข้อมูลอยู่ที่ไหน และไหลไปไหน” ถ้าองค์กรตอบคำถามนี้ไม่ได้ จะจัดการความเสี่ยงได้ยาก และเมื่อมีเหตุหรือมีคำขอใช้สิทธิ (DSAR) ก็จะยิ่งแก้ปัญหาแบบวิ่งหาข้อมูลกันทั้งองค์กร
Data Mapping และ RoPA (Record of Processing Activities) ที่ดีจึงไม่ใช่แค่รายการข้อมูลในไฟล์ Excel แต่เป็นแผนที่ของการทำงานจริงที่ช่วยให้เห็นเส้นทางข้อมูล ตั้งแต่จุดที่องค์กรรับข้อมูลเข้ามา จุดที่นำไปใช้ จุดที่ส่งต่อให้คนอื่น (เช่น ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการระบบ) จนถึงจุดที่จัดเก็บและทำลายข้อมูล การทำ RoPA ให้ใช้งานได้จริงมักต้องเริ่มจากการ “เดินกระบวนการ” กับทีมหน้างาน เช่น ฝ่ายขาย, บริการลูกค้า, HR, IT แล้วค่อยสรุปเป็นภาพรวม ไม่ใช่เริ่มจากแบบฟอร์มสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
เมื่อ RoPA ทำงานได้จริง คนทำ PDPA จะตอบคำถามสำคัญได้เร็วขึ้น เช่น “ข้อมูลนี้มีอยู่ในระบบไหนบ้าง”, “ใครเข้าถึงได้”, “ใช้เพื่ออะไร”, “ส่งต่อให้ใคร”, “ต้องเก็บนานแค่ไหน” และที่สำคัญคือช่วยให้การตัดสินใจเรื่องการปรับกระบวนการของแต่ละกิจกรรม และมีหลักฐานรองรับ

ทักษะที่ 3 - การเลือกใช้ฐานกฎหมาย และการออกแบบ Notice/Consent ให้ตรวจสอบย้อนกลับได้

     หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในองค์กรคือ “ทำ PDPA = ขอความยินยอม (Consent) ให้เยอะไว้ก่อน” แต่ในความเป็นจริง การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหลายฐานกฎหมาย และการเลือกฐานที่เหมาะสมต้องอิงจากวัตถุประสงค์และบริบทการทำงาน หากเลือกฐานผิดหรือสื่อสารไม่ชัด จะเกิดความเสี่ยงทั้งด้านข้อกฎหมายและความเชื่อมั่น
ทักษะสำคัญจึงอยู่ที่การ “ออกแบบการสื่อสารและหลักฐานให้พิสูจน์ได้” ไม่ใช่แค่เขียนข้อความให้ครบ เช่น Privacy Notice ต้องอ่านรู้เรื่องสำหรับคนทั่วไป แต่ยังต้องมีสาระที่ครบตามกรอบของ PDPA เช่นเดียวกับ Consent ต้องจัดการได้เป็นระบบ เช่น มีบันทึกว่าคนให้ความยินยอมเมื่อไร ผ่านช่องทางใด และมีวิธีจัดการเมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม
หากองค์กรที่ทำส่วนนี้ดีจะไม่สะดุดเวลาถูกถามว่า “ตอนนั้นแจ้งอะไรไว้” หรือ “เจ้าของข้อมูลยินยอมจริงไหม” เพราะสามารถเปิดหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที

ทักษะที่ 4 - การบริหารความเสี่ยงแบบเป็นระบบ และลดความเสี่ยงได้จริง

     PDPA ไม่ได้เป็นงานเอกสารล้วน ๆ เพราะอีกนัยหนึ่งคืองานบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อองค์กรมีโครงการใหม่ ระบบใหม่ หรือการใช้เทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การใช้ผู้ให้บริการภายนอก (Outsourced), การทำ Profiling, การใช้ AI ในการคัดกรอง-ประเมิน หรือการประมวลผลข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในบางบริบท
ดังนั้นการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPIA (Data Protection Impact Assessment) จะเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยให้องค์กร “เห็นความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ” และวางมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม 
ทักษะที่คนทำ PDPA ต้องมีจึงไม่ใช่การกรอกแบบฟอร์มให้ครบ แต่คือการตั้งคำถามที่ถูกต้อง เช่น ข้อมูลนี้มีความจำเป็นหรือไม่ในการเก็บรวบรวม สามารถไม่เก็บหรือเก็บน้อยลงได้หรือไม่ร, ใครเข้าถึงข้อมูลนี้ได้บ้าง, มีการกำหนดสิทธิ (access control) หรือการเข้ารหัส (encryption) หรือไม่, และหากเกิดเหตุขึ้นใครตัดสินใจอะไรบนหลักฐานทางกฎหมายใด
เมื่อ DPIA ถูกทำแบบ “risk-based” จริง ๆ สิ่งนี้จะกลายเป็นเครื่องมือคุ้มครององค์กรทั้งด้านความเสี่ยงและด้านความเชื่อมั่น ไม่ใช่ภาระที่ถูกทำซ้ำทุกครั้งและไม่สามารถใช้งานได้จริง

ทักษะที่ 5 - ออกแบบการรับมือคำขอใช้สิทธิ (DSAR) ให้ใช้งานได้จริง

     จาก สถิติการให้บริการรับเรื่องร้องเรียนของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) จะเห็นได้ว่าการรับเรื่องร้องเรียนของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รับรู้ถึงสิทธิและใช้สิทธิตามกฎหมายมากขึ้น ทำให้คำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ซึ่งความท้าทายขององค์กรไม่จำนวนคำขอใช้สิทธิ แต่คือการไม่มี “ระบบรับมือ” ที่ชัดเจน
ทักษะ DSAR ที่สำคัญคือการออกแบบกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใครเป็นผู้รับเรื่อง, รับเรื่องผ่านช่องทางใดบ้าง, ต้องยืนยันตัวตนของเจ้าของข้อมูลอย่างไร, ต้องตีความคำขอและกำหนดขอบเขตอย่างไร, ต้องประสานทีมไหนบ้างเพื่อรวบรวมข้อมูล และต้องมีการตรวจทานก่อนตอบกลับอย่างไร
องค์กรที่มีระบบการรองรับสิทธิที่ดีจะไม่สับสนเมื่อคำขอเข้ามา และยังลดความเสี่ยงการตอบสนองการใช้สิทธิผิด ล่าช้า หรือผิดคน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในหลายองค์กรเพราะ “ไม่มีขั้นตอนมาตรฐาน” และไม่มีระบบติดตามงาน

ทักษะที่ 6 - บริหารความเสี่ยงจากผู้ประมวลผลและคู่ค้า (Processor/Vendor) ให้คุมความเสี่ยงได้จริง

     ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้อยู่ในระบบขององค์กรเพียงอย่างเดียว เพราะบางกิจกรรมจะถูกกระจายไปยังผู้ให้บริการภายนอก เช่น ระบบ HR, ระบบ CRM, เครื่องมือ Email Marketing, Call center outsource, ผู้รับจ้างพัฒนาระบบ หรือผู้ให้บริการ Cloud
ทักษะของคนทำ PDPA จึงต้องขยายจากการจัดเอกสารภายใน ไปสู่การสร้างมาตรฐานการคุมคู่ค้าและผู้ประมวลผล ตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้บริการ (เช่น การตรวจสอบมาตรการและเงื่อนไข) ระหว่างใช้งาน (เช่น การควบคุมสิทธิการเข้าถึงและการส่งต่อ) ไปจนถึงการเลิกใช้บริการ (เช่น แนวทางการคืน-ลบข้อมูล และการปิดสิทธิ์อย่างปลอดภัย)
PDPA Thailand แจกฟรี! แบบประเมินตนเองสำหรับคู่ค้า คลิก

ทักษะที่ 7 - พร้อมรับมือกับเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง ไม่ใช่แค่มีนโยบาย

     จากความเข้มข้นของกฎหมายที่มีการประกาศลงโทษปรับทางปกครองตามกฎหมาย PDPA ในปี 2567 และปี 2568 หลายเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือเหตุด้านความปลอดภัยมักเกิดในจังหวะที่องค์กรไม่พร้อม และหากตัดสินใจช้า สื่อสารผิด หรือเก็บหลักฐานไม่ครบ “ความเสียหายจะบานปลายทั้งในเชิงความเสี่ยงและชื่อเสียง”
ทักษะสำคัญคือ “การเตรียมพร้อมรับเหตุ” ให้เป็นระบบ เช่น ต้องมีทีมรับเหตุที่ชัดเจน ใครทำหน้าที่อะไร ต้องหยุดการรั่วไหลอย่างไร เก็บหลักฐานอะไรบ้าง ทำ timeline อย่างไร ประเมินผลกระทบอย่างไร และสื่อสารภายในองค์กรแบบไหนถึงจะไม่ทำให้เรื่องลุกลาม การซ้อมเป็นระยะที่จะช่วยให้เห็นช่องโหว่ของกระบวนการจริง เช่น การแชร์ไฟล์แบบสาธารณะ การส่งข้อมูลผิดห้องแชต หรือการตั้งค่าระบบผิด
องค์กรที่เตรียมพร้อมดีไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเหตุ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น องค์กรจะ “คุมสถานการณ์ได้” และลดความเสียหายที่เหมือนไฟลามทุ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตาม PDPA ที่เป็นระบบและเป็นรูปธรรม มีองค์ประกอบหลายส่วนที่ต้องดำเนินการและบูรณาการให้เข้ากัน ทั้งการดำเนินการด้านเอกสาร, การจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติที่สื่อสารไปยังทุกหน่วยงาน, มาตรการการรับมือทั้งการขอใช้สิทธิฯ หรือเหตุละเมิดฯ ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการทำ PDPA ในองค์กรให้สำเร็จลุล่วงได้ “ไม่ควรเป็นภาระหรือหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง”
เสริมทักษะการทำ PDPA องค์กรแบบเฉพาะทาง พร้อมเจาะลึกแนวทางปฏิบัติครบถ้วนทุกมิติของกฎหมาย สามารถเลือกฝึกอบรมได้ตามทักษะที่ต้องการ คลิก

We understand the importance of approaching each work integrally and believe in the power of simple.

At vero eos et accusamus et iusto odio digni goikussimos ducimus qui to bonfo blanditiis praese. Ntium voluum deleniti atque.

Melbourne, Australia
(Sat - Thursday)
(10am - 05 pm)
Melbourne, Australia
(Sat - Thursday)
(10am - 05 pm)